นิตยสาร Secret คอลัมน์ This is life
“ ชีวิตไม่ได้จบแค่วันนี้ … ” ของ ปู-กมลชนก ปานใจ

เชื่อว่าในชีวิตของคนหนึ่งคน คงมีวันที่ได้ขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงที่สุด และวันที่อยู่ในจุดที่ต่ำที่สุด แต่ไม่ว่าจะอยู่ใน จุดไหน คณได้พกพาหัวใจแบบไหนไปด้วย… สิ่งนั่นคือสำคัญที่สุด

หลายปีที่ผ่านมา เธอ(กมลชนก ปานใจ)ไม่ได้ปรากฏตัวตามสื่อต่างๆมากนัก แต่เรื่องราวในชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อไป แม้ในบางด้านอาจไม่สุขสมหวัง แต่ก็ยังมีบางด้านที่ทำให้เธอค้นพบอะไรดีๆมากมาย หลายคนอาจไม่รู้ว่าที่ผ่านมา ดิฉันต้อง เผชิญกับภาวะเครียด จนร่างกายทรุดโทรม เดี๋ยวผอม เดี๋ยวอ้วน เรื่องในชีวิตเยอะไปหมด
ทุกข์ และโหยหาความสุขที่แท้จริงอย่างที่สุด ทราบว่าความสุขคือการปล่อยวางไม่ยึดติด เลยค่อยๆปล่อยว่างเรื่องต่างๆ ที่ค้างคาใจ ไม่เอาตัวไปผูกยึดติดกับใคร หรือสิ่งไหน ไม่ต้องรู้สึกเป็นเจ้าของอะไร เพราะสุดท้ายเราก็เป็นทาสสิ่งนั้น
เมื่อตัดทั้งหมด เลยเหลือเวลามากพอที่จะหันมาดูตัวเอง ถ้าการออกกำลังกายหลั่งสารเอนโดรฟิน และเราได้เริ่มทำก็คงเป็นวิธีการสร้างความสุขแบบง่ายที่สุด แต่ไม่เสียเงิน แถมรูปร่างที่ดีหน้าตาอ่อนเยาว์ พอเริ่มออกกำลังกาย ก็ค่อยๆปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต วิธีคิด เน้นที่การดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างถูกวิธี จนเมื่อค้นพบวิธีการดูแลตัวเองจนประสบความ สำเร็จ ดิฉันก็อยากนำมาแบ่งปันกับทุกคน
ใครหลายคนอาจรู้จักเธอในฐานะสาวเปรี้ยว อดีตนางแบบและนักแสดงที่ผันตัวเองมาเป็นนักเขียน ฝีปากกล้า แนวความสัมพันธ์ ที่เขียนหนังสือปั่นหัวผู้ชาย ทิ้งมันซะผู้ชายพรรค์นี้ เลวอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว ฯลฯ และล่าสุดคือ หนังสือ แนวสุขภาพ “ฟิตแอนด์เฟิร์มใน 21 วัน” อีกด้วย หนังสือที่ออกจำหน่ายเพียงไปไม่นาน ก็มีคนตอบรับอย่างคาดไม่ถึง หลายคนว่าเป็นหนังสือสำหรับคนที่อกหักกับตัวเอง สำหรับความล้มเหลวในเรื่องลดความอ้วน ที่เน้นเรื่องความคิด และเปลี่ยนวิถีคิด ที่ทำให้ผู้อ่านไปปรับใช้ได้กับทุกเรื่อง
ขึ้นชื่อว่าเป็น ปู-กมลชนก ปานใจ เชื่อเถอะว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่อยู่เหนือความคาดเดาของใครต่อใครแน่ๆ…

จากเด็กขี้อายเรียบร้อย มาเป็นสาวฝีปากกล้า
ดิฉันเกิดในครอบครัวที่คุณพ่อรับราชการ ส่วนคุณแม่เป็นฝ่ายบัญชี คุณพ่อค่อนข้างดุ แต่คุณแม่ใจดี ท่านจะสอนว่าห้ามเอาเปรียบใคร แต่ก็อย่ายอมให้ใครมาเอาเปรียบเรา คุณพ่อเป็นคนที่รักและเอาใจใส่ลูกมาก ลูกมาก่อนเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งสอนการบ้าน ไปรับไปส่งที่โรงเรียน
ดิฉันได้รับการเลี้ยงดูมาเคร่งครัด เป็นเด็กขี้อาย เรียนที่โรงเรียนราชินีบน ต้องคลานเข่าเข้าไปหาอาจารย์ แต่เมื่อย้ายไปเรียนโรงเรียนสตรีวิทย์ดิฉันก็เริ่มเฮี้ยว เปลี่ยนบุคลิกของตัวเองจากเด็กเรียบร้อยกลายเป็นคนสนุกสนาน ชอบกระโดดโลดเต้น
ในช่วงวัยเด็ก เคยถามคุณแม่ว่า “ตอนเด็กๆหนูเป็นยังไง” คุณแม่ตอบว่าตอนเด็กๆแม่ไม่ได้เลี้ยงเราเอง เพราะด้วยความที่เป็นเด็กเลี้ยงง่าย และเป็นหลานคนหัวปีของบ้าน ทุกคนก็อยากช่วยเลี้ยง เดี๋ยวคุณป้ารับไปเลี้ยง คุณลุงรับไปเลี้ยง จำได้ว่าพอตื่นเช้ามาก็จะมีคนมามุงดูเราอยู่
เราก็จะเห็นหน้าคนหลากหลาย เพราะฉะนั้นจึงเข้ากับคนง่าย แต่ว่าลึกๆแล้วรู้สึกเคว้งคว้าง เหมือนสามปีแรกของชีวิต เด็กต้องการพ่อแม่มากที่สุด แต่ในช่วงวัยนั้นดิฉันกลับอยู่กับญาติคนอื่นๆ ทุกปิดเทอมก็จะถูกส่งไปบ้านคุณปู่คุณย่าเพราะ คุณพ่อกับคุณแม่ต้องทำงาน
คุณย่าเลยกลายเป็นคนที่ดิฉันใกล้ชิดมาโดยตลอด วันที่ท่านเสีย ดิฉันยังเป็นเด็ก จำได้ว่าร้องไห้เสียใจมาก จนเป็นลม ล้มพับไปเลยทีเดียว มันเหมือนโลกตรงหน้าถล่มทลาย ท่านให้ความรักความอบอุ่น ไปไหนก็ไปด้วยกัน ทำกับข้าวอร่อยๆให้ทาน สอนดิฉันทำอาหาร จนทุกวันนี้

รักครั้งแรก และแปดเดทในหนึ่งวัน อ่านใน เสกรักให้ปักใจ
ดิฉันเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยการเป็นนางแบบ ด้วยความที่น่องสวยมือสวยก็จะได้ถ่ายโฆษณาอยู่บ่อยๆ จนกระทั่ง
เป็นรองสาวแพรว ชีวิตก็ผลิกผันอีกครั้งได้แสดงนำในหนังเรื่อง “พรุ่งนี้ฉันจะรักคุณ” คู่กับคุณโอ-วรุฒ วรธรรม ซึ่งกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคนั้น
ในขณะที่ชีวิตในวงการบันเทิงกำลังไปได้ดี แต่ความรักกลับตรงกันข้าม ดิฉันคบกับผู้ชายคนหนึ่งมา 9 ปี เขามาจาก ครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม ชาติตระกูลดี แต่กลับดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แถมยังแอบมีคนอื่น ทำให้ดิฉันร้องไห้เสียใจบ่อยๆ แต่ด้วย ความที่คิดว่า ผู้ชายคนแรกที่คบเป็นแฟน คือคนที่เราจะต้องแต่งงานใช้ชีวิตด้วยไปจนวันตาย จึงพยายามอดทนมาโดยตลอด แต่แล้ววันหนึ่งก็มาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อรู้สึกเหนื่อยจนสุดจะทนดิฉันก็เดินออกมาจากชีวิตของผู้ชายคนนั้น
เมื่อเริ่มตั้งหลักใหม่ได้อีกครั้ง ก็เริ่มคิดใคร่ครวญว่า ที่ผ่านมาชีวิตของตัวเองหายไปกับผู้ชายคนหนึ่งตั้ง 9 ปี ถ้าให้มา เริ่มต้นคบกับผู้ชายคนใหม่อีก 5-6 ปีกว่าที่ดิฉันจะเจอคนที่ใช่ เราไม่แก่ไปเลยเหรอ เมื่อคิดอย่างนี้ ดิฉันก็เริ่มปฏิบัติการเฟ้นหา ผู้ชายในแบบฉบับของตัวเองจึงเริ่มต้น
เริ่มแรกดิฉันพยายามหาความรู้ให้มากที่สุดโดยเฉพาะหนังสือจิตวิทยาทั้งหลาย เพื่อเรียนรู้นิสัยของผู้ชายว่าแบบไหน ที่เรียกว่ากำลังโกหก แบบไหนที่เจ้าชู้ หลังจากนั้นก็เริ่มนัดเดทกับผู้ชายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แทบไม่น่าเชื่อบางวัน ดิฉันมีถึง 8 นัดเลยทีเดียว เช้ามาดิฉันมีนัดดื่มกาแฟกับหนุ่มคนหนึ่ง ดื่มกาแฟเสร็จเขาก็กลับเข้าออฟฟิศ สายหน่อยก็นัดกับ ผู้ชายระดับผู้จัดการที่เข้างานตอนสายๆ เที่ยงก็ทานข้าวกับหนุ่มอีกคนหนึ่ง
บ่ายก็นัดอีกคน ตกเย็นก็ไปดินเนอร์สุดหรู มีคนขับรถมาเปิดประตูให้ ดิฉันก็จะแต่งเดรสยาวสวยงามเดินลงมา หรืออีกวันดิฉันอาจมีเดทกับนายแบบหนุ่มหล่อผู้ชื่นชอบฮาเล่ย์เดวิดสันเป็นชีวิตจิตใจ คราวนี้ก็ต้องแปลงร่างเป็นสาวลุย นุ่งกางเกงขาสั้น รองเท้าบู๊ทไปตามระเบียบ ตกดึกก็มีหนุ่มชอบปาร์ตี้มารับไปเที่ยวก็เปรี้ยวซ่าไปกับเขา
ฟังๆแล้วก็เหมือนคัดผู้ชายเข้าบ้าน AF คนไหนไม่ดี ไม่ใช่ก็คัดออกไปเรื่อยๆ และที่สุดก็พบว่ายังไม่มีคนไหนใช่อยู่ดี เลยต้องบอกตัวเองว่า “ฉันเป็นผู้หญิงเก่ง อยู่คนเดียวก็ได้”
แต่เชื่อไหมว่าดิฉันไม่ปราศจากคนรัก และเขาเหล่านั้นจะเป็นคนที่ดิฉันเดินไปเลือกเองต่างหาก เพราะผู้ชายที่เดิน
เข้ามาหาเราก่อน เราไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร หรือหวังผลอะไร ดังนั้นถ้าจะคบกับใครดิฉันจะเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหา ทำความรู้จัก รวมถึงสามีชาวฝรั่งเศสที่ดิฉันแต่งงานใช้ชีวิตคู่กับเขามาถึง 18 ปี
เขาเป็นผู้ชายที่ฉลาด ละเอียดอ่อน แต่ไม่ช่างพูด เราต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิตมาด้วยกันจนสามารถสร้างฐานะ ได้อย่างมั่นคง และเขากับดิฉันก็ช่วยกันสร้างอนาคตได้อย่างมั่นคงจริงๆ
แต่ที่สุด ‘เงิน’ สิ่งที่ทำให้ทั้งคนจนและคนรวยเป็นทาสมัน ก็ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของดิฉันเปลี่ยนแปลง
(โปรดติดตามตอนต่อไปฉบับหน้า)

Share this Page

Leave a Reply